
“เพราะบ้านคือ Safe Zone” หลังจากออกไปทำงานหรือเผชิญหน้ากับความวุ่นวายมาทั้งวัน แต่เมื่อกลับบ้านมา ก็ยังรู้สึกว่าเหนื่อยเหมือนเดิมหรือบางทีอาจจะรู้สึกเหนื่อยกว่าเดิมด้วยซ้ำ แทนที่เราควรจะรู้สึกผ่อนคลายและได้พักผ่อน เพราะ ”บ้าน” ไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับแค่อยู่อาศัย แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ให้ความสบายใจและความสงบเปรียบเหมือน Safe Zone ของเรา
ถ้าหากสังเกตุดีๆ การตกแต่งภายในบ้านจะเป็นสิ่งที่ส่งผลต่ออารมณ์ของเราได้ เพราะการออกแบบและการตกแต่งภายในบ้านแต่ละสไตล์ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้บ้านดูสวยงามแต่ยังบอกถึงตัวตนของเจ้าบ้านได้อีกด้วย แต่ถ้าคุณยังเป็นมือใหม่สำหรับเรื่องการแต่งบ้านแล้วเกิดคำถามว่า “การตกแต่งภายในบ้านเตรียมตัวยังไง? แต่ละแบบแต่ละสไตล์มีแบบไหนบ้างล่ะ?” ในบทความนี้เราจะพาคุณมารู้จักสไตล์การตกแต่งบ้าน ที่กำลังเป็นเทรนด์ในปี 2025 กันพร้อมข้อดี ข้อเสีย ของแต่ละสไตล์เพื่อให้ตรงกับความต้องการและสไตล์ของคุณ
ถ้าพูดถึงการตกแต่งภายในบ้านแล้ว มันไม่ใช่เพียงการเลือกเฟอร์นิเจอร์หรือสีผนังห้องให้สวยงามแค่นั้น แต่ยังเป็นการสร้างบรรยากาศที่สะท้อนถึงตัวตนและความรู้สึกของคนอาศัย ก่อนที่เราจะพาคุณไปรู้จักกับสไตล์การแต่งบ้าน เราจะมาแนะนำการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่อยากแต่งบ้านมือใหม่ว่าก่อนจะเริ่มตกแต่งควรเตรียมตัวยังไงบ้าง
- กำหนดงบประมาณ ก่อนจะเริ่มตกแต่ง ควรที่จะตั้งงบประมาณไว้ในใจก่อน เพื่อที่จะทำให้รู้ขอบเขตและไม่ให้งบบานปลาย
- เลือกสไตล์ที่ชอบ ตัดสินใจเกี่ยวกับสไตล์ที่คุณคิดว่าตรงใจ หรือเห็นแล้วสบายใจที่สุด เช่น Modern , Minimal หรือ Mazimal เพื่อให้เลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งในบ้านให้ไปในทีมเดียวกัน
- วัดขนาดพื้นที่ เพราะบางทีขนาดเฟอร์นิเจอร์แต่ละอย่างมีขนาดที่แตกต่างกันบางอันอาจจะใช้พื้นที่เยอะหรืออาจจะใช้ที่น้อย ซึ่งควรวัดพื้นที่ให้เรียบร้อยก่อนเพื่อให้พอดีกับเฟอร์นิเจอร์ที่จะซื้อมา
- เลือกสีผนังและเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง เลือกเฟอร์นิเจอร์และสีผนังให้เข้ากับพื้นที่และเหมาะสมกับการใช้งาน เช่น โต๊ะ, เก้าอี้, โซฟา หรือชั้นวางของ ควรเลือกวัสดุและดีไซน์ที่ตรงกับสไตล์ที่ต้องการ
- คำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งาน นอกจากความสวยงามแล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงอีกอย่างนั่นก็คือ ความสะดวกสบายและฟังก์ชันการใช้งานของห้อง เช่น ห้องนั่งเล่นควรมีพื้นที่นั่งสบาย, ห้องครัวก็ควรมีพื้นที่เก็บของเพียงพอ
- วางแผนการจัดแสงในบ้าน จริงๆแล้วแสงไฟนั้นมีผลต่อบรรยากาศของบ้านส่วนสำคัญเลย การเลือกหลอดไฟที่ให้แสงสว่างพอเหมาะและตกแต่งด้วยโคมไฟหรือไฟเสริมช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับห้อง
เทรนด์แต่งบ้านในปี 2025 ที่ไม่ควรพลาด
การแต่งบ้านในทุกวันนี้ไม่ได้เป็นแค่การจัดวางตัวแต่งเฟอร์นิเจอร์ในตัวบ้านเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความสบายใจ ความผ่อนคลาย และสะท้อนถึงไลฟ์ไสตล์ของเจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยด้วย และในปี 2025 เทรนด์การแต่งบ้านก็ได้มีการผสมผสานหลากลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ หรือการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในการตกแต่งมากขึ้นและสร้างความรู้สึกผ่อนคลายเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลาย เราจะพามาดูกันว่าเทรนด์การแต่งบ้านที่กำลังมาแรงในปีนี้มีเทรนด์แบบไหนบ้าง
-
Multifunctional & Modular Furniture เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์
ปัจจุบันนี้มีหลายๆคนที่เลือกที่จะอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์หรือพื้นที่ที่มีจำกัด ทำให้การจัดพื้นที่ใช้สอยในบ้านนั้นเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากการเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้สวยงามแล้วก็ต้องเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่จำกัดด้วย การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ตัวเฟอร์นิเจอร์จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานได้มากกว่าหนึ่งหน้าที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงตามการใช้งานได้ตามต้องการในพื้นที่ที่จำกัด ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น เตียงนอนที่มีลิ้นชัก เพิ่มพื้นที่จัดเก็บโดยไม่ต้องใช้ตู้เสริม,โซฟาเบด ที่สามารถปรับเป็นเตียงนอนได้ เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด หรือโต๊ะพับติดผนัง
- ข้อดีของ Multifunctional & Modular Furniture
- ประหยัดพื้นที่ – เหมาะสมหรับบ้าน ห้อง หรือคอนโดที่มีขนาดเล็ก
- ประหยัดงบ – ถึงแม้ว่าเฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ราคาอาจจะสูงกว่าปกติ แต่ถ้าในระยะยาวก็สามารถลดค่าใช้จ่ายจุกจิกได้ เพราะไม่ต้องซื้อเพิ่มหลายๆชิ้น
- ดีไซน์ทันสมัยและสวยงาม – ดีไซน์ที่ออกมาแบบเรียบง่าย โมเดิร์น เหมาะกับสไตล์มินิมอลหรือโมเดิร์นลอฟท์
- เหมาะกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ – ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบความสะดวกสบายและความคล่องตัว
- ข้อเสียของ Multifunctional & Modular Furniture
- ราคาสูง – เนื่องจากใช้งานได้หลายฟังก์ชั่นหรือถูกออกแบบมาแบบพิเศษ
- อาจไม่แข็งแรงเท่ากับเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป – มีการออกแบบให้ปรับเปลี่ยนได้ จึงอาจไม่แข็งแรงเท่ากับเฟอร์นิเจอร์ที่มีโครงที่แข็งแรงกว่า
- ไม่เหมาะกับทุกพื้นที่ – ถึงแม้จะปรับเปลี่ยนได้ แต่บางพื้นที่เช่น ห้องที่มีมุมเยอะ บางดีไซน์ก็อาจจะไม่พอดีกับพื้นที่
Smart Home Integration เทคโนโลยีสมาร์ทโฮม
Smart Home Integration หรือเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมคือ การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งในฟังก์ชันการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ สามารถสั่งการผ่านมือถือได้, ระบบรักษาความปลอดภัย ที่สามารถดูแบบเรียลไทม์ได้ผ่านมือถือ หรือระบบเซนเซอร์อัตโนมัติ เพื่อที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย
- ข้อดีของ Smart Home Integration
- สะดวกสบาย – ควบคุมทุกอย่างได้ง่าย ผ่านแอปมือถือหรือผ่านเสียง
- ความปลอดภัย – มีระบบล็อกประตูและกล้องวงจรปิดที่เช็คได้เรียลไทม์
- ประหยัดพลังงาน – สามารถตั้งค่าเวลาการใช้งานให้มีประสิทธิภาพ
- เหมาะกับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล – เชื่อมต่อและทำงานร่วมกับอุปกรณ์ ITได้
- ข้อเสียของ Smart Home Integration
- ราคาสูง – เนื่องจากฟังก์ชันที่พิเศษกว่าแบบอื่น ราคาก็อาจจะสูงตามไปด้วย
- ติดตั้งยาก – อาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตั้งค่าหรือเชื่อมต่อระบบ
- ปัญหาด้านความปลอดภัยไซเบอร์ – หากไม่ได้ตั้งค่าระบบที่ดี อาจจะเสี่ยงต่อการโดนแฮ็กได้
- อินเตอร์เน็ตที่ต้องเสถียร – เนื่องจากอุปกรณ์หลายๆอย่างจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตเป็นตัวกลางการสั่งงาน
Moody & Dark Tones การใช้โทนสีเข้ม
Moody & Dark Tone คือการใช้โทนสีเข้มในการตกแต่งภายในบ้าน จะช่วยเพิ่มความหรูหรา ลึกลับ น่าค้นหา และมีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ นอกจากการใช้สีเข้มแล้วจะมีการเล่นกับแสงและเงาเพื่อเพิ่มบรรยากาศอีกด้วย เช่น การใช้แสงไฟที่เหมาะสมจะช่วยสร้างมิติกับห้องได้ บวกกับการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ควรมีดีไซน์ที่เรียบๆ แต่มีเอกลักษณ์
- ข้อดีของการแต่งบ้านสไตล์ Moody & Dark Tones
- ความหรูหราและมีสเน่ห์ – เนื่องจากสีเข้มจะช่วยเพิ่มความรู้สึกหรูหราและคลาสสิค เหมาะกับกับการแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์น
- ความรู้สึกถึงความลึกลับและเป็นเอกลักษณ์ – เพราะโทนสีเข้มช่วยทำให้ห้องดูน่าสนใจและมีความลึกซึ้ง
- สร้างจุดโฟกัส – การใช้สีเข้มกับผนังจะช่วยให้เราสร้างจุดโฟกัสเพิ่มมากขึ้น ถ้าหากเลือกสีเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่กลืนและไม่จำเป็นต้องใช้สีที่โดดเด่น
- ข้อเสียของการแต่งบ้านสไตล์ Moody & Dark Tones
- อาจทำให้ห้องดูแคบและอึดอัด – เนื่องจากสีเข้มจะดูดแสงมากกว่าสีอ่อน บางทีอาจจะทำให้ห้องที่มีขนาดเล็กอยู่แล้วอาจจะดูอึดอัดและแคบกว่าความเป็นจริง
- ทำให้ฝุ่นและรอยเปื้อนเห็นชัดเจน – เพราะวัสดุหรือผนังบางประเภท เช่น มันเงาหรือผิวด้าน อาจจะทำให้เห็นฝุ่น คราบนิ้วมือ และรอยขีดข่วนเห็นชัดกว่าสีอ่อน
- อาจทำให้บรรยากาศดูหม่นหมองเกินไป – ถ้าใช้สีเข้มมากเกินไปโดยไม่มีเฟอร์นิเจอร์สีอ่อนมาตัด อาจจะทำให้บรรยากาศดูเศร้า หม่นหมอง
- เข้ากับสไตล์การตกแต่งบางประเภทเท่านั้น – ถ้าอยากตกแต่งแนว cozy หรือใช้โทนสีสดใส การแต่งแบบ Moody & Dark Tones อาจจะไม่เหมาะ
Sustainable & Biophilic Design ธรรมชาติกับความยั่งยืน
ในยุคปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้นกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น Sustainable Design คืออีกหนึ่งการออกแบบตกแต่งภายในบ้านที่ไม่เพียงเพื่อความสวยงามหรือสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ออกแบบให้ประหยัดพลังงาน และการลดของเสียไปจนถึงการสร้างพื้นที่ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
- ข้อดีของการแต่งบ้านสไตล์ Sustainable Design
- ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดทั้งของเสียและมลพิษ
- เสริมสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิต สามารถใช้พืชช่วยฟอกอากาศ ลดฝุ่น และเพิ่มความชื้นในอากาศได้อีกด้วย
- ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว เนื่องจากใช้วัสดุที่ทนทานจึงช่วยลดการเปลี่ยนบ่อยๆ
- สร้างความผ่อนคลาย สีเขียวของต้นไม้จะช่วยให้รู้สึกสงบและผ่อนคลาย
- ข้อเสียของการแต่งบ้านสไตล์ Sustainable Design
- ต้นทุนติดตั้งสูง วัสดุบางชิ้นมีราคาและค่าติดตั้งสูงกว่าวัสดุทั่วๆไป
- ต้องดูแลรักษา วัสดุธรรมชาติเช่น ต้นไม้และพืชประดับอาจจะต้องการดูแลรดน้ำ หรือตัดแต่งเรื่อยๆ
Artistic & Personalized Decor ศิลปะและความเป็นเอกลักษณ์
การตกแต่งภายในบ้านแบบ Artistic & Personalized Decor หรือ ศิลปะและความเป็นเอกลักษณ์ในการตกแต่งบ้าน เป็นการตกแต่งบ้านที่เน้นการแสดงถึงตัวตน ความชอบ รสนิยมที่มีความเฉพาะของเจ้าของบ้าน โดยใช้งานศิลปะ งานCustoms หรือของสะสม ซึ่งการตกตแต่งสไตล์นี้จะไม่ความตายตัว เพราะเจ้าของบ้านสามารถตกแต่งได้ตามใจชอบและจัดวางได้อิสระ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นอกจากจะช่วยให้บ้านสวยงามแล้ว แต่ยังสร้างความรู้สึกผูกพันและเต็มไปด้วยความหมาย เอกลักษณ์ของเจ้าของบ้าน
- ข้อดีของการตกแต่งแบบ Artistic & Personalized Decor
- สร้างเอกลักษณ์และบ่งบอกรสนิยม การเลือกใช้รูปภาพ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะ จะช่วยทำให้พื้นที่บ้านกลายเป็นพื้นที่สะท้อนตัวตน และแตกต่างไม่เหมือนใคร
- ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพราะไม่มีรูปแบบการจัดวางหรือการตกแต่งแบบตายตัว ก็สามารถมาอิสระในการเลือกของตกแต่งตามความชอบของเจ้าของบ้าน
- ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับบ้าน บ้านที่มีเอกลักษณ์สามารถดึงดูดความสนใจ หากต้องการขายหรือปล่อยเช่า
- ข้อเสียของการตกแต่งแบบ Artistic & Personalized Decor
- อาจทำให้บ้านดูรกหรือลายตา ถ้าหากเลือกใช้ของที่มีสีสันและลวดลายมากเกินไปอาจจะทำให้บ้านดูวุ่นวาย
- ต้นทุนสูง พวกงานศิลปะ เฟอร์นิเจอร์ที่สั่งcustoms หรือของสะสมอาจจะมีราคาสูง
บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่ควรเป็น “Safe Zone” ที่มอบความผ่อนคลายและความสงบจากความเครียดต่างๆ ในชีวิตประจำวัน การตกแต่งภายในบ้านสามารถสร้างบรรยากาศที่สะท้อนถึงตัวตนและอารมณ์ของเจ้าของบ้านได้ โดยไม่เพียงแต่ต้องการความสวยงาม แต่ต้องคำนึงถึงความสบายใจและการใช้งานที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต อย่างที่เห็นได้ชัดว่าในปี 2025 การตกแต่งบ้านได้กลายเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีและความยั่งยืนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ผ่อนคลายและสอดคล้องกับสไตล์การใช้ชีวิตสมัยใหม่